ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คำว่าความยั่งยืนหรือ Sustainability กลายเป็นคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแทบทุกวงการ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากเราลองพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความเสียหายที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษอาจทำให้การแค่ “รักษาให้เท่าเดิม” หรือการหยุดยั้งไม่ให้โลกพังลงไปกว่านี้ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศได้ทันท่วงที นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิด อุตสาหกรรมเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Industry ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะเป้าหมายใหม่ที่ล้ำหน้าไปกว่าเดิม
ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟูในบริบทของอุตสาหกรรม คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการลดผลกระทบเชิงลบ (Negative Impact) ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Contribution) ให้กับโลกใบนี้อย่างเป็นรูปธรรม ลองจินตนาการถึงโรงงานที่นอกจากจะไม่ปล่อยน้ำเสียแล้ว ยังช่วยทำให้น้ำในแหล่งธรรมชาติรอบด้านสะอาดขึ้น หรือกระบวนการผลิตที่สามารถดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศมาแปรสภาพเป็นวัตถุดิบได้ แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าจากธุรกิจที่ถูกมองว่าเป็นผู้ทำลาย ให้กลายเป็นผู้เยียวยาและสร้างลมหายใจใหม่ให้กับธรรมชาติอย่างแท้จริง
ก้าวข้ามขีดจำกัดของความยั่งยืนสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเต็มรูปแบบ
หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ความยั่งยืนแบบเดิมเปรียบเสมือนการพยายามรักษาระดับคะแนนสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ที่ศูนย์ คือไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่ลง เป็นการประคับประคองเพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่เหลือพอไปถึงคนรุ่นหลัง แต่การทำอุตสาหกรรมเชิงฟื้นฟูคือการตั้งเป้าหมายไปที่คะแนนที่เป็นบวก มันคือการตระหนักว่าระบบนิเวศเดิมนั้นบอบช้ำเกินกว่าจะแค่รักษาไว้ เราจึงต้อง “ซ่อมแซม” และ “สร้างใหม่” ไปพร้อมๆ กัน
ความแตกต่างที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมเชิงฟื้นฟูจะมองว่าโรงงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศขนาดใหญ่ (Living System) ไม่ใช่เครื่องจักรที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว การตัดสินใจทุกลำดับขั้นในสายการผลิตจะไม่ได้ดูแค่ตัวเลขกำไรหรือประสิทธิภาพการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาว่าระบบนิเวศในรัศมีรอบข้างจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง เช่น การออกแบบโรงงานให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่เหลือเฟือพอที่จะแบ่งปันให้กับชุมชนรอบข้างได้ สิ่งเหล่านี้คือการสร้างคุณค่าที่มากกว่าคำว่าความรับผิดชอบ แต่คือการสร้างความมั่งคั่งทางทรัพยากรคืนกลับสู่สังคม
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจเชิงฟื้นฟู
การจะขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นได้ ภาคอุตสาหกรรมต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทางความคิดและการออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด โดยหัวใจหลักที่สำคัญมีอยู่ 3 ประการ ประการแรกคือ การออกแบบที่ไร้ของเสียหรือที่เรียกว่า Cradle to Cradle ซึ่งเป็นการวางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่มการผลิตว่าทุกสิ่งที่ถูกนำมาใช้จะต้องสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นในทางชีวภาพที่สามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยคืนสู่ดิน หรือในทางเทคนิคที่สามารถนำมาสกัดเป็นวัตถุดิบใหม่โดยไม่สูญเสียคุณภาพ
ประการที่สองคือการเลือกใช้เคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง ในกระบวนการบำบัดหรือการผลิต สารเคมีที่เลือกใช้ต้องไม่ทิ้งสารตกค้างที่ทำลายระบบนิเวศในระยะยาว แต่ต้องเข้าไปช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของธรรมชาติ เช่น การใช้สารเคมีในระบบบำบัดน้ำเสียที่ช่วยปรับสมดุลค่า pH และกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้ลึกถึงระดับอนุภาค เพื่อให้น้ำที่ปล่อยออกมามีคุณภาพใกล้เคียงหรือดีกว่าน้ำในแหล่งธรรมชาติเดิม ประการสุดท้ายคือการมองผลประโยชน์ในระยะยาวมากกว่ากำไรระยะสั้น เนื่องจากการฟื้นฟูธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาและนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ผลตอบแทนที่จะได้รับคือความมั่นคงของทรัพยากรซึ่งเป็นฐานรากของธุรกิจเอง
ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เหนือกว่าเพียงแค่ภาพลักษณ์สีเขียว
หลายคนอาจกังวลว่าการลงทุนเพื่อฟื้นฟูโลกจะมีต้นทุนที่สูงจนเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว อุตสาหกรรมเชิงฟื้นฟูคือกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 21 เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทที่มีแนวคิดเชิงฟื้นฟูจะได้รับสิทธิประโยชน์มหาศาล ทั้งในแง่ของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า รวมถึงการได้รับการยอมรับจากคู่ค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG ในระดับสูงสุด
นอกจากนี้ การเป็นผู้นำด้านการฟื้นฟูยังช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้อย่างแข็งแกร่งในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองหาแค่สินค้าราคาถูก แต่ต้องการสนับสนุนธุรกิจที่มีอุดมการณ์ในการดูแลโลกอย่างจริงใจ การปรับตัวก่อนจึงไม่ได้เป็นเพียงการทำดีเพื่อสังคม แต่คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าใครในตลาดโลกที่ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมาตรการทางการค้าที่เลี่ยงไม่ได้
ACC GO GREEN กับความมุ่งมั่นในการส่งต่อโลกที่ดีกว่าเดิม
ที่ ACC เราตระหนักอยู่เสมอว่าอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนโลกใบนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ผ่านโครงการ ACC GO GREEN เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงแค่การเป็นโรงงานมาตรฐานสีเขียวทั่วไป แต่เราพยายามผลักดันแนวคิดในการใช้ความเชี่ยวชาญทางเคมีที่เรามีมาอย่างยาวนาน มาใช้ในการออกแบบโซลูชันที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรน้ำและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างมีระบบ
เราเชื่อว่าสารเคมีที่ดีต้องไม่เพียงแค่แก้ปัญหาในสายการผลิตได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการซ่อมแซมสิ่งแวดล้อมที่เคยบอบช้ำให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ความพยายามของเราครอบคลุมตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การพัฒนาสารช่วยตกตะกอนที่มีประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงการให้คำปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยให้คู่ค้าของเราสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะเป้าหมายสุดท้ายของ ACC GO GREEN ไม่ใช่เพียงแค่การทำธุรกิจที่ยั่งยืน แต่คือการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมที่สามารถส่งมอบอากาศที่สะอาด น้ำที่บริสุทธิ์ และระบบนิเวศที่สมบูรณ์คืนกลับสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างภาคภูมิใจ
สรุป
แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Industry คือบทพิสูจน์ว่าภาคอุตสาหกรรมและธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียผลประโยชน์ การขยับเพดานจากแค่ความยั่งยืนไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ อาจจะเป็นงานที่ท้าทายและต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ก็นับว่าเป็นหนทางเดียวที่ยั่งยืนที่สุดในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติมาถึงจุดวิกฤต การเริ่มตั้งแต่วันนี้ด้วยการปรับวิธีคิด เลือกใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และมองหาพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สีเขียวร่วมกัน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ยุคแห่งการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลกและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภาคส่วนอื่นๆ ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

